แย่แล้ว..สารก่อมะเร็งฟุ้งทั่วกรุงเทพ

นักวิจัยสามสถาบัน ติดตั้งอุปกรณ์เก็บตัวอย่างฝุ่นในอากาศของกรุงเทพฯ เชียงใหม่และหาดใหญ่ เบื้องต้นพบสารก่อมะเร็งในกรุงเทพฯ สูงกว่ามาตรฐานทุกระดับความสูง

“ทีมวิจัยนำร่องเก็บตัวอย่างฝุ่นในกรุงเทพฯ มาวิเคราะห์ผลก่อน พบสารก่อมะเร็งสำคัญกระจายอยู่ในอากาศ โดยเฉพาะเบนโซเอไพรีน ซึ่งมีศักยภาพก่อมะเร็งสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งระบบทางเดินหายใจ มะเร็งปอดและมะเร็งผิวหนัง”

สารก่อมะเร็งพีเอเอช (PAHs) เป็นกลุ่มสารเคมีหลายร้อยชนิด เกิดจากการสับดาปไม่สมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นควันพิษจากเชื้อเพลิงรถยนต์ หรือไฟไหม้ป่า จากการวิจัยพบว่า มีสารก่อมะเร็ง 15 ชนิดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

การเก็บข้อมูลในพื้นที่กรุงเทพฯ ทีมวิจัยติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพฝุ่นละอองและก๊าซบนตึกใบหยก 1 สำหรับเก็บข้อมูลที่ความสูงระดับ 1 (บริเวณชั้น 4-5ของอาคาร) และความสูงระดับ 2 คือบนยอดตึกซึ่งมีความสูงราว 154 เมตร สำหรับความสูงระดับ 3 ทีมวิจัยได้รับการเอื้อเฟื้อสถานที่จากอาคารใบหยก 2 โดยใช้เวลา 3 วัน เก็บข้อมูลต่อเนื่องทุก 3 ชั่วโมง


ผลการเก็บข้อมูลและสกัดฝุ่นในกรุงเทพฯ พบสารก่อมะเร็งทั้ง 15 ตัว โดยเฉพาะสารเบนโซเอไพรีนที่ความสูงระดับที่ 1 และระดับ 2 มีปริมาณสูงกว่ามาตรฐานสากล EPAQS ของอังกฤษ 2-3 เท่า

“จากผลวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยเบื้องต้น พบว่าสารก่อมะเร็งมาจากการลอยตัวขึ้นของมวลอากาศด้านล่าง คาดว่า มาจากไอเสียของยานพาหนะ อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับตัวแปรอื่น ไม่ว่าจะเป็น อุณหภูมิ ความเร็วลม อากาศ ความเข้มของแสงอัลตราไวโอเล็ตหรือรังสียูวี เพื่อที่จะแปรผลให้สมบูรณ์” นักวิจัยจาก ม.อ. กล่าว

เมื่อเปรียบเทียบงานวิจัยลักษณะเดียวกันในเมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ พบว่า ฝุ่นที่กรุงเทพฯ มีสารก่อมะเร็งพีเอเอช โดยรวมมากกว่าการสำรวจในเบอร์มิ่งแฮม 2-3 เท่า

นักวิจัย กล่าวว่า แม้สารก่อมะเร็งในอากาศที่สำรวจพบปริมาณสูงกว่ามาตรฐาน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าส่งผลต่อต่อสุขภาพได้ชัดเจน เนื่องจากต้องนำปัจจัยที่เกี่ยวข้องมาเป็นตัวแปร

เช่น คนที่ต้องสูดอากาศที่มีสารก่อมะเร็งมากๆ หากออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารมีประโยชน์ รู้จักดูแลสุขภาพตัวเอง ก็อาจจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่ำและมีชีวิตยืนยาวได้

การวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ เคป (CAPE: Characteristics of Atmospheric Profile and its Effects on variation of air pollutant in Thailand) เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเริ่มตั้งแต่ ธ.ค. 2550 มี ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการ

รายงานโดยคุณ สาลินีย์ ทับพิลา จาก กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

Post a Comment