Technology NEWS Bookmark
My Bookmark | Technology NEWS

คุยกับ David Barnes ล่ามแปลภาษาไอทีเบอร์หนึ่งของ IBM

มิถุนายน 28th 2008 in General

David Barnes

29 ปีที่แล้ว เดวิด บานส์ (David Barnes) เข้าสู่ชายคาไอบีเอ็ม (IBM) ด้วยการประเดิมตำแหน่ง “technology evangelist” หรือผู้เผยแพร่เทคโนโลยีอย่างเป็นทางการคนแรกของยักษ์ใหญ่สีฟ้า ออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อเผยแพร่กลยุทธ์ซอฟต์แวร์ของไอบีเอ็มแก่ลูกค้า และนำความต้องการของลูกค้ากลับมาเป็นการบ้านให้ศูนย์ R&D ของไอบีเอ็ม


สูตรเพื่อคนไอที

“คุณต้องมีความคิดสร้างสรรค์ให้มากกว่าการเป็นวิศวกร” เดวิดระบุ “โลกสามารถสร้างวิศวกรจำนวนมากมายได้ แต่สิ่งที่สร้างไม่ได้คือไอเดีย วิศวกรที่มีไอเดียจะนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขัน”

“ทุกคนทุกเรื่องต้องมี passion กับภรรยาผมยังต้องมี passion เลย ถ้าคุณต้องทำงานวันจันทร์ แต่รู้สึกเบื่อหน่ายตั้งแต่วันเสาร์ ก็เปลี่ยนงานเถอะ ขณะเดียวกันก็ต้อง Present ให้ดี อย่างการทำงานวิจัยสักชิ้น คุณต้องอธิบายได้ว่าทำไมต้องทำวิจัย คุณเป็นวิศวกรก็จริงแต่ต้องบอกให้คนอื่นเข้าใจได้ด้วยว่า อะไรเป็นสิ่งสำคัญในระบบของคุณ”

ดีลยากกว่าแปล

สิ่งที่ท้าทายที่สุดตลอดชีวิตการทำงาน 29 ปีที่ไอบีเอ็มของเดวิดกลับไม่ใช่การสื่อภาษาไอทีให้ลูกค้าเข้าใจ แต่เป็นการดีลหรือการประสานงานในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานหลายแสนคนอย่างไอบีเอ็ม

“การเรียนรู้ในการดีลงาน การทำประชาสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผม” เดวิดเล่าว่าความท้าทายของเขาเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาด้วย “29 ปีก่อนผมทำเมนแฟรม ทำการ์ดรีดเดอร์ แก้ปัญหาทางวิศวกรรม ความท้าทายของผมในตอนนั้นคือ หนึ่งบวกหนึ่งจะต้องเป็นศูนย์ หมายความว่าเมื่อนำสิ่งที่ต่างกันมารวมกัน หรือติดตั้งเข้าด้วยกันจะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายมากในช่วงแก้ปัญหาความเข้ากันไม่ได้ในการ์ดรีดเดอร์ซึ่งกำลังพัฒนาอยู่ในสมัยนั้น”

ขณะนี้ เดวิดรับผิดชอบงานในศูนย์ปฏิบัติการนวัตกรรม IBM Extreme Blue และ IBM Solution Experince Lab ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ตามประวัติ เดวิดนั้นมีความสนใจในโลกอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ก่อนที่โปรแกรมเว็บบราวเซอร์รุ่นแรกจะเกิดขึ้น เคยขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Internet Superhighway Summit ในปี 1995 จึงไม่น่าแปลกใจที่เดวิดจะเป็นหัวเรือใหญ่ในการเผยแพร่ยุทธศาสตร์ซอฟต์แวร์เทคโนโลยี Web 2.0 ของไอบีเอ็มต่อหน้าลูกค้าหลากหลายกลุ่มทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม เดวิดระบุว่าหน้าที่ในการเผยแพร่ยุทธศาสตร์ Web 2.0 ของไอบีเอ็มของเขานั้นจบลงแล้ว โดยงานชิ้นต่อไปที่เขาจะได้ใช้ความรู้ทางวิศวกรรมอย่างเต็มที่คือ Cloud Computing

“ลักษณะคล้ายฟาร์มเซิร์ฟเวอร์เหมือนที่กูเกิลและอเมซอนทำ ระบบแบบนี้ไม่มีใครรู้ว่ามีเซิร์ฟเวอร์ติดตั้งในระบบมากขนาดไหน ไอบีเอ็มต้องการวิจัยและรวมทุกอย่าง ทั้งเรื่องการทำงานแบบเสมือนหรือเวอร์ชวลไลเซชันและเรื่องความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกัน”

เดวิดกล่าวถึงยุค Web3.0 โดยเรียกว่า Semantic Web หรือยุคที่ข้อมูลทุกอย่างในอินเทอร์เน็ตมีความสัมพันธ์กัน ยุค Web3.0 เป็นยุคที่เชื่อกันว่าจะเป็นภาคต่อของ Web 2.0 ผลจากข้อมูลมหาศาลในโลกอินเทอร์เน็ต Web 2.0 ทำให้โลกธุรกิจต้องการระบบขนาดใหญ่เพื่อรองรับความต้องการใช้งานมหาสมุทรข้อมูลเหล่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่า Cloud Computing จะเป็นคำตอบที่โลกธุรกิจต้องการ

“แน่นอนว่าธุรกิจจัดการดัชนีข้อมูลอย่างกูเกิลจะเร่งพัฒนาเทคโนโลยี แต่ขณะนี้ยังไม่มีองค์กรใหญ่ที่ลงทุนเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ให้รองรับ Web3.0 อย่างจริงจังเพราะยังไม่เห็นความจำเป็น ดังนั้นจึงคิดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของวิถีการดึงข้อมูลครั้งใหญ่ ที่จะทำให้ผู้บริโภคสามารถดึงข้อมูลมาใช้ได้มากยิ่งขึ้น”

เป็นแฟนแอปเปิล

เมื่อถามถึงเทคโนโลยีที่เดวิดต้องการเห็นแต่ไอบีเอ็มยังทำไม่ได้ เดวิดตอบง่ายๆว่าสิ่งเดียวที่เค้าต้องการคือซอฟต์แวร์ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นและเป็นซอฟต์แวร์ที่ผู้คนชื่นชอบ เหมือนที่เขาชื่นชอบเครื่องแมคอินทอชของแอปเปิล

“10 ปีที่ผ่านมาไอบีเอ็มมุ่งตลาดธุรกิจเป็นหลัก อย่างโน้ตบุ๊ก Thinkpad ที่เคยออกมาก็เป็นสินค้าที่เข้าถึงผู้ใช้ได้มาก แต่นั่นก็เป็นฮาร์ดแวร์ ในเชิงซอฟต์แวร์ไอบีเอ็มยังไม่มี อย่างตัวผมเอง ผมชอบเครื่องแมคอินทอชที่บ้านมาก ใช้งานทุกครั้งอย่างมีความสุข ถือเป็นความท้าทายส่วนตัว”

แม้เดวิดจะไม่ได้กล่าวถึง OS/2 ระบบปฏิบัติการอันลือลั่นของไอบีเอ็มโดยตรง แต่ความเห็นของเขาในเรื่องนี้กลับเชื่อมโยงถึง OS/2 ซึ่งเขามีส่วนร่วมในการปลุกปั้นเมื่อกว่าสิบปีที่ผ่านมา แต่พ่ายแพ้ให้กับ Windows 3.1 ในยุคนั้น

“สำหรับประเทศไทย การจะพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมไอทีของโลกได้ต้องมีปัจจัยร่วมไม่ต่างจากที่อินเดียหรือเวียดนามทำได้ บุคลากรต้องพัฒนาเรื่องภาษา มีคุณภาพ และค่าแรงไม่แพง”

โดย ผู้จัดการออนไลน์


Tell a Friend

เรื่องที่เกี่ยวข้อง




required



required - won't be displayed


Your Comment:

Google เปิดเกมจุดพลุ “iGoogle” คั่นเวลาไร้แม่ทัพดูตลาดไทย

แม้จะมีส่วนแบ่งตลาดสืบค้นข้อมูลมากกว่า 95% ในประเทศไทย แต่ผู้บริหารกูเกิลระบุว่ายังไม่สามารถหาตัวผู้บริหารเข้ามาดูแลตลาดไทยแบบเฉพาะเจาะจงได้ในขณะนี้ ล่าสุดกูเกิลจับมือ 8 ศิลปินไทยทำตลาด iGoogle ในประเทศไทย บนจุดประสงค์เดียวคือการเพิ่มคุณค่าประสบการณ์การสืบค้นให้แฟนกูเกิลสามารถใช้งานกูเกิลได้ตามใจชอบ ย้ำไม่มีกลยุทธ์โฆษณาออนไลน์ใดๆแอบแฝง

iGoogle นั้นเป็นโฮมเพจแบบปรับแต่งได้ด้วยตนเองของกูเกิล ผู้ใช้ iGoogle จะสามารถเลือกและจัดเรียงเนื้อหาที่ต้องการให้ปรากฏบนโฮมเพจของกูเกิล เพื่อปรับแต่งหน้าเว็บกูเกิลได้แบบส่วนตัว สิ่งที่กูเกิลทำตลาดในประเทศไทยวันนี้ คือการดึงเอา 8 ศิลปิน ดีไซเนอร์ นักแสดง และบุคคลผู้มีชื่อเสียงในประเทศไทยมาร่วมออกแบบธีม (Theme) สำหรับใช้งานบน iGoogle ในชื่อโครงการ iGoogle Artist Campaign ซึ่งเป็นแคมเปญที่กูเกิลเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มการใช้งาน iGoogle ในประเทศไทยได้

โครงการ iGoogle Artist Campaign จะเปิดตัวใน 17 ประเทศ 70 ศิลปิน ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่กูเกิลเปิดตัวโครงการเพราะเห็นความหลากหลายของศิลปินเมืองไทย ยืนยันว่าไม่มีกลยุทธ์โฆษณาออนไลน์ใดๆแอบแฝงในโครงการนี้
[...]

Google เปิดเกมจุดพลุ “iGoogle” คั่นเวลาไร้แม่ทัพดูตลาดไทยPrevious Entry

ดาวเคราะห์ดวงที่ 12 (Planet X)

ดาวเคราะห์ดวงที่ 12 บางเวปเรียกว่า ดาวเคราะห์ดวงที่ 10 หรือเรียกว่า Planet X แต่ ชาวสุเมเรียน เรียกว่า Nibiru และชาวบาบิโลเนียน เรียกว่า Marduk

โลกของเราเป็นหนึ่งในสมาชิกของระบบสุริยจักรวาล หรือ Solar System และพวกเราก็เรียนมาตั้งแต่หัวเท่ากะปอม(ภาษาอิสาน แปลว่ากิ้งก่าครับ J ) แล้วว่าระบบสุริยะมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และมีบริวารเป็นดาวเคราะห์ทั้งสิ้น 9 ดวง แต่มีอยู่สองดวงคือเนปจูนและพลูโตที่มีอาการแปลกๆ นักดาราศาสตร์ใหญ่ทั้งหลายต่างก็กังขากันใหญ่ว่ามันจะมาจากอิทธิพลของดาวเคราะห์ดวงที่สิบหรือไม่?

ก่อนจะว่ากันถึงดาวเคราะห์ดวงที่สิบ เรามาดูกันดีกว่าว่าอะไรเป็นจุดดลใจให้นักดาราศาสตร์เค้าเชื่อกันว่าระบบสุริยะยังมีสมาชิกที่ค้นไม่พบอีกหนึ่งดวง เมื่อก่อนเค้าเชื่อกันว่าดาวเคราะห์ในระบบสุริยะมีกันแค่เจ็ดดวง(นับดวงจันทร์ด้วย) จนกระทั่งมีการค้นพบดาวยูเรนัสนั่นแหละครับ กระบวนการล่าดาวบริวารของดวงอาทิตย์จึงเกิดขึ้น เรามาดูรายละเอียดเล็กๆน้อยของมันดีกว่า

ในปี 1841 John Couch Adams เริ่มตะหงิดๆใจกับการโคจรแบบแปลกๆของดาวยูเรนัสคล้ายๆกับมีปฏิกิริยากับแรงดึงดูดอะไรซักอย่าง จากการค้นพบของ Adams ทำให้หลายๆคนเริ่มค้นคว้าเรื่องนี้กันมากขึ้น ในปี 1845 เลอ วาริเยร์ (Urbain Le Verrier ) ได้เริ่มค้นหามันด้วยเช่นกันเพราะอาการของดาวยูเรนัสนี้ต้องเป็นผลมาจากแรงดึงดูดของดาวเคราห์อีกซักดวงเป็นแน่ นั่นคือการนำมาของการค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่แปด เนปจูน

เดือนกันยายนปี [...]

ดาวเคราะห์ดวงที่ 12 (Planet X)Next Entry